แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Topics - เสือ ชก.54

หน้า: [1] 2
1
อ่านดูน่ะครับพี่น้อง ว่าเราจะประสบชะตากรรมแบบ กรีซ ไหม

เมื่อเร็วๆ นี้...มีข่าวว่า คณะกรรมการกลุ่มประเทศยูโร ได้ตัดสินใจอนุมัติวงเงินช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศกรีซงวดใหม่ เพิ่มขึ้นไปอีก 12,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 520,000 ล้านบาท แต่เงินช่วยเหลือก้อนนี้ รวมทั้งก้อนที่ผ่านๆ มานั้น ใช่ว่าจะได้มาแบบง่ายๆ เพราะถึงกับต้องนำเอา อธิปไตยทางเศรษฐกิจ ของกรีซไปแลกมากันเลยทีเดียว...
                        ------------------------------------------------
 ดังคำให้สัมภาษณ์ของนาย ฌอง คล็อด ยุงเคอร์ ประธานกลุ่มยูโรกรุ๊ป ที่ได้กล่าวกับนิตยสารโฟกัสของเยอรมนี หลังจากมีการอนุมัติวงเงินงวดใหม่ให้กับกรีซเรียบร้อยแล้ว โดยเน้นย้ำเอาไว้ว่า อำนาจอธิปไตยของกรีซจะต้องถูกจำกัดลงอย่างมาก คือ นอกจากจะต้องทำอะไรต่อมิอะไรตามคำสั่ง ตามการควบคุม บังคับ ของเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มข้น ห้ามไม่ให้ขึ้นเงินเดือนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน งดจ่ายโบนัสเป็นเวลา 3 ปี เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 21 เปอร์เซ็นต์ เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ฯลฯ แล้ว ยังต้องนำเอาทรัพย์สินของรัฐ หรืออันที่จริงก็ของประชาชนนั่นแหละ อันได้แก่ รัฐวิสาหกิจต่างๆ ไปเร่ขาย หรือไปแปรรูปให้เป็นของเอกชนกันเป็นแถบๆ...
                        ----------------------------------------------
 และการเร่ขายรัฐวิสาหกิจของกรีซคราวนี้ รัฐบาลและประชาชนชาวกรีซ คงแทบไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ เลย เนื่องจากเจ้าหนี้กลุ่มยูโรกรุ๊ป จะใช้วิธีจัดตั้งบริษัทขึ้นมาทำหน้าที่เลหลังกันเป็นการเฉพาะ แบบเดียวกับการขายรัฐวิสาหกิจในเยอรมนีตะวันออก ช่วงที่ถูกเยอรมนีตะวันตกเทก โอเวอร์ หรือแบบการขายสินทรัพย์ ปรส.ในบ้านเรา อะไรประมาณนั้น โดยคาดว่าจะสามารถระดมเงินจากการขายรัฐวิสาหกิจต่างๆ ของกรีซ ได้ซักประมาณ 50,000 ล้านยูโร พอทำให้บรรดาเจ้าหนี้อุ่นใจได้ว่า จำนวนเงินที่ทุ่มเทลงไป เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา เศรษฐกิจของกรีซนั้น จะไม่สูญเปล่าไปแน่ๆ ส่วนจะก่อให้เกิดเม็ดเงินกำไรกับบริษัทเอกชนรายใด สถาบันการเงินรายใด ชาติใด บรรดาชาวกรีซคงไม่มีสิทธิ์รู้ เพราะไม่เหลืออำนาจอธิปไตยพอ ที่จะปกป้องทรัพย์สินของชาติได้อีกต่อไปแล้ว
                         ---------------------------------------------------
 อะไรที่ทำให้รัฐบาล และประชาชนชาวกรีซ ต้องอับจนไปได้ถึงขั้นนี้...ถ้าใครต้องการรู้รายละเอียดลึกๆ ควรไปหาบทความชิ้นหนึ่ง ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันวานที่ผ่านมา มาอ่านเพื่อประดับความรู้ หรืออ่านเพื่อใช้เป็น บทเรียน สำหรับประเทศไทยแลนด์ แดนสยามของเรา ก็ย่อมได้ บทความชิ้นนี้เขียนโดยอาจารย์ วีระพงษ์ ชุติภัทร์ แห่งศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ใช้ชื่อว่า กรีซ...ประเทศฉิบหายช่างมัน ขอให้ข้าชนะก่อน โดยสรุปคร่าวๆ อาจต้องใช้คำว่า ทั้ง รัฐบาล และ ประชาชนชาวกรีซนั่นแหละ ที่ต่างก็มีส่วนร่วมในการสร้างความอับจน หรือร่วมกันทำลายอำนาจอธิปไตยในมือตัวเอง จนแทบไม่เหลือติดประเทศไปแล้วในขณะนี้...
                         -------------------------------------------------------
 พูดง่ายๆ ว่า...ภายใต้การแข่งขันเอาแพ้-เอาชนะ ของพรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ในประเทศกรีซ คือ พรรคที่มีแนวออกไปทางสังคมนิยมที่เรียกว่า PASOK กับพรรคประชาธิปไตยใหม่ ND ต่อเนื่อง ยาวนาน เป็นทศวรรษๆ
ทั้งสองฝ่ายต่างหันมางัดเอา นโยบายประชานิยม ออกมาเร่ขายต่อประชาชนชาวกรีซมาโดยตลอด ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะมาจากการให้สัญญาว่า จะเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงานขึ้นปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ ลดภาษีและยกเว้นภาษีสำหรับใครก็ตามที่คิดจะซื้อรถยนต์คันใหม่ แบบ พรรคกุญแจ 2 ดอก ในบ้านเราประมาณนั้น สัญญาที่จะให้เงินก้อนโตแก่ผู้เกษียณก่อนวัย และเพิ่มค่าจ้างขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่ประเทศกำลังขาดดุลงบประมาณมหาศาล ฯลฯ อีกพรรคหนึ่งก็จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้สัญญาว่า จะเพิ่มค่าจ้าง ค่าแรง ตามแบบฉบับของตัวเองเช่นกัน แถมยังจะให้ชาวกรีซได้ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่ดีที่สุดในยุโรป ได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงเป็นสองเท่าของงบประมาณที่เคยตั้งเอาไว้...ฯลฯ
                          -----------------------------------------------------
 ภายใต้การแข่งขันเอาแพ้-เอาชนะในลักษณะเช่นนี้ อาจารย์ วีระพงษ์ สรุปไว้ว่า ส่งผลให้ ประชาชนชาวกรีซ...เสพติดกับการได้ค่าจ้างงานสูงกว่าความเป็นจริง...เสพติดกับการได้สวัสดิการที่ดีๆ จากรัฐ...เสพติดกับการกู้ยืมเงินอย่างง่ายๆ แม้ว่าจะไม่มีปัญญาใช้คืน...และเสพติดกับความมักง่ายที่เกิดจากนโยบายประชานิยม ซึ่งแต่ละพรรคแข่งกันหยิบยื่นให้มากว่า 30 ปี เรียกว่า...ถ้าหากพรรคไหนไม่งัดนโยบายประชานิยม ลด-แลก-แจก-แถม ออกมาโฆษณาให้หนักๆ เข้าไว้ มักจะต้องแพ้เลือกตั้งไปซะทุกที ส่วนประเภทที่พร้อมจะ เกทับ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทโดยทันที ใครจบปริญญาตรีรับไปเลย 15,000 ใครมีข้าวเปลือกเอามาจำนำเกวียนละ 15,000 แถมมีบัตรเครดิตเอาไว้ให้รูดปรื๊ดๆ ได้อีกด้วย ครัวเรือนไหนที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาทไม่ต้องใช้หนี้ไปอีก 3 ปี ใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะฟรี แถมแจกคอมพิวเตอร์ให้เด็กชั้นประถมทุกคนทั่วประเทศอีกต่างหาก ฯลฯ อันนี้...รับรองว่าแลนด์สไลด์ไปทุกๆแลนด์สเคปได้ไม่ยาก...
                         --------------------------------------------------------
 ด้วยเหตุที่ประชาชนเป็นเช่นนี้...รัฐบาลจึงเป็นเช่นนั้น!!! ความโลภ ความอยากได้ ความกระหายวัตถุ ที่ทั้งรัฐบาลและประชาชน ได้ร่วมสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและกันในลักษณะเช่นนี้นี่เอง สุดท้าย อำนาจอธิปไตย ของปวงชนชาวกรีซ ก็จึงถูกเปลี่ยนมือไปสู่เจ้าหนี้เงินกู้ทั้งหลาย ที่หันมาลงแส้เฆี่ยนหลังรัฐบาลและประชาชน อย่างอำมหิต โหดร้าย ชนิดน้ำตาตก เลือดตกยางออก ไปทั่วทั้งแผ่นดิน ด้วยมาตรการภาษี มาตรการรัดเข็มขัด รวมทั้งการนำเอาทรัพย์สินของรัฐ ของประชาชน ออกไปเปิดหลังรถกระบะเร่ขาย ฯลฯ ส่งผลให้ประชาชนชาวกรีซนับหมื่นนับแสน ต้องออกมาก่อการจลาจล เผาบ้าน เผาเมือง หรือเผาประเทศตัวเอง จนเมืองใหญ่ๆ หลายต่อหลายเมืองเป็นอัมพาตไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง...
                          ----------------------------------------------------
 แต่อย่างว่านั่นแหละ...ทุกสิ่งทุกอย่างมันสายไปซะแล้ว!!! น่าเสียดายที่ไม่มีพรรคการเมืองพรรคใด หรือชาวกรีซรายใด เคยคิดจะพยายามทำความรู้จักกับแนวคิดประเภทที่เรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียง กันมาก่อน ไม่เช่นนั้นไม่ว่าใครแพ้-ใครชนะ พรรคไหนจะนอนมา พรรคไหนมีพระเดินสวดนำหน้า อย่างน้อยเครือข่ายป้องกันทางสังคม ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นมาจาก ภูมิปัญญาดั้งเดิมของสังคม และถูกนำไปแพร่กระจายออกสู่ชุมชนต่างๆ ในชนบท หรือในตัวตนของแต่ละปัจเจกบุคคล อาจพอช่วยรองรับความเจ็บปวดรวดร้าวของชาวกรีซ อย่างเช่นที่กำลังปรากฏอยู่ในสังคมไทยได้บ้าง ส่วนพรรคการเมือง หรือนักการเมืองนั้น...อย่าไปถือสาหาความอะไรให้เสียเวลา ส่วนใหญ่เมื่อมา...แล้วก็ไป ตามเวร ตามกรรม ที่ตัวเองเคยก่อเอาไว้
                        ------------------------------------------------
 ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ซัมเมอร์เซ็ท มอห์ม...ชาติใดให้ความสำคัญแก่สิ่งอื่นมากกว่าอิสรภาพ ชาตินั้นจะสูญเสียอิสรภาพ และที่น่าหัวเราะก็คือ หากชาตินั้นให้ความสำคัญกับความสุขสบาย และเงิน มากกว่าอิสรภาพ ชาตินั้นก็จะสูญเสียทั้งความสุขสบาย เงิน และสูญเสียอิสรภาพตามไปด้วย...
 
http://www.thaipost.net/news/080711/41398

2
โรงพยาบาลธรรมชาติ
๑. ไขมันในเลือดสูง  แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัวตับพัง
ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ  ๑๐ กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว
๒. ปวดหัว  ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง(แมกนีเซียม) กินวันละ ๕
ขีดและกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้)
หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ

๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย  ให้หมั่นแปรงลิ้นและกิน กระเทียม  หอม พริกให้มากเข้าไว้
๔. ภูมิแพ้  แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)
๕. แพ้ฝุ่นละออง  ไรฝุ่น  หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน
๖.โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง  กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่ หอมแดง
ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน

๘.ไขข้ออักเสบ  หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีดเช่นปลาทู, ปลาสวาย,
ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน,ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง

๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย  ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ
หรือน้ำแครนเบอรี่
ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก)
๑๐.ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ
๑๑.ท้องผูก  ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓
ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น

๑๒.โรคกระเพาะอาหาร  หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก
๑๓.เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย  ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง
ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย

๑๔.วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน
ให้กินปลาทูน่าให้มากและกินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น
ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้

๑๕.หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย
กล้วยหอมและปลาทูน่า

๑๖.กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมมาก) มะม่วงจิ้มกะปิ และ
สับปะรด ซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก( แมงกานีส)
๑๗.ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด
หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้

๑๘.มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ขีด
๑๙.มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส  ฝรั่ง ส้ม  มะนาว  มะขามป้อม
มะละกอ  มะม่วง ให้มาก
เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดีแต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่

๒๐.ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ๑-๒ ผล
หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย

๒๑.เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ  กินปลาทะเล
น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน
ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก
ถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย

๒๒.ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม
ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น

๒๓.เบาหวานถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาล และ
กินผักเขียวจัดอย่างคะน้า  บร็อคโคลี  ผักโขมให้มาก
ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก


3
โปรดระวังรูปแบบการตบทรัพย์แบบใหม่  

เตือนๆ กันไว้

มีเรื่องมาเล่าให้ฟังจากเพื่อนอีกที

เธอและสามีผู้รอบคอบไม่โลภ จึงไม่ตกเป็นเหยื่อ
     
มีอยู่วันหนึ่งเอาเงินไปเข้าแบงก์กรุงไทย อ่าวอุดม แล้วขากลับลงมา สามีเจอบัตร  ATM  ใส่ซอง และด้านหลังบัตร  บอกรหัส ATM เบ็ดเสร็จ  ทีแรกสามีไม่รู้ก็เก็บมาแล้วก็ขึ้นมาบนรถ เราก็เอามาดูเห็นมีรหัสก็เลยบอกสามีว่า ลองดูซิว่าเขามียอดเงินเท่าไร

สามีบอก เธอลองเอาไปกดรหัสซิ ตำรวจมาแน่เพราะตู้ ATM   มีกล้องบันทึกไว้ว่าใครกดเวลาอะไร
สามีบอกเราว่า ถ้าเราไม่คิดอยากได้เงินเขาเราจะไปกดดูทำไม   
เราก็ เออ จริงซิ   แล้วเราก็เอาบัตรนั้นมาตัดทิ้ง

แล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้พี่ชายฟัง  พี่ชายเราบอกว่า
มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นเราที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ เพราะเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อนพี่ชายก็เกิดเหตุการณ์นี้ในทำนองเดียวกันที่ ธ.กรุงเทพฯ สาขา อ่าวอุดม   และสังเกตได้จะเป็นเฉพาะศุกร์แรกของทุกเดื อนหลังจากแบงก์ปิดแล้ว คล้ายกับแกล้งทำบัตร ATM  ตกอะไรทำนองนี้ แล้วเพื่อนพี่ชายก็ไปกดตอนนั้นประมาณ 6  โมงเย็น กดได้ไม่นาน  ตำรวจก็เข้าไปจับพร้อมกับมีเจ้าของบัตรไปยืนยันตัว เรียกค่าเสียหายจากเพื่อนพี่ชายไป 3   หมื่นถ้าไม่อยากติดคุก คืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 3  คืน

เราคิดว่าเขาต้องทำเป็นขบวนการ รวมท ั้งตำรวจด้วยคงเอาไปแบ่งกัน   
เพื่อนๆ ต้องระวังนะจ๊ะ เราเองก็เกือบไปแล้วดีที่สามีเตือนสติ
                                 
ด้วยรักและห่วงใย

4
ฮาจิโกะ : ยอดสุนัขผู้ซื่อสัตย์
 

 

สำหรับรูปหล่อของสุนัขอันโด่งดังแห่งย่านชิบูยะนั้น เป็นตัวแทนให้ระลึกถึงความซื่อสัตย์ของเจ้าฮาจิโกะ สุนัขพันธุ์อากิตะ ซึ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1923 ในจังหวัดอากิตะ โดยเมื่ออายุได้เพียง 2 เดือนเจ้าฮาจิโกะถูกส่งตัวไปอยู่กรุงโตเกียวกับเจ้านายของมันคือ เอซะบุโระ อุเอะโนะ ศาสตราจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล(มหาวิทยาลัยโตเกียวในปัจจุบัน) ซึ่งศาสตราจารย์รู้สึกภาคภูมิใจกับเจ้าฮาจิโกะเป็นอย่างมาก เนื่องจากมันเป็นสุนัขอากิตะสายพันธุ์แท้ซึ่งหาได้ยากในสมัยนั้น

ในวันที่เจ้านายต้องไปสอนหนังสือ ฮาจิโกะจะคอยส่งเจ้านายถึงประตูหน้าบ้าน โดยอุเอะโนะต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีชิบูยะ จากนั้นเมื่อถึงเวลา 15.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเลิกงานแล้ว เจ้าฮาจิโกะจะมากระดิกหางรอพบเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟเสมอ แต่แล้ววันหนึ่งในวันที่ 21 เดือนพฤษภาคม 1925 ศาสตราจารย์ อุเอะโนะ เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตก และเสียชีวิตขณะอยู่ที่มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ในวันนั้น ฮาจิโกะยังคงมารอเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟ โดยไม่มีทางรู้ได้เลยว่า มันจะไม่ได้พบกับเจ้านายของมันอีกแล้ว เนื่องจากเขาได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

หลังจากที่ศาสตราจารย์อุเอะโนะเสียชีวิต ภรรยาของเขาได้ย้ายบ้านไปและนำเจ้าฮาจิโกะไปให้กับญาติของศาสตราจารย์ที่อยู่ห่างออก
ไปจากสถานีรถไฟหลายกิโลเมตร แต่ว่าเจ้าสุนัขพันธุ์อากิตะผู้ซื่อสัตย์กลับไม่ยอมอยู่กับเจ้านายใหม่ของมัน เพราะทันทีที่มันหลุดออกมาได้ มันวิ่งตรงไปที่บ้านเก่าของมันแต่เมื่อไม่เจอใคร มันจึงกลับไปรอที่สถานีรถไฟเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้านายของมันยังมีชีวิตอยู่ โดย คิคุซะบุโระ โคบายาชิ อดีตคนสวนของศาสตราจารย์ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเป็นคนคอยดูแลเจ้าฮาจิโกะแทน

ทุกวันเมื่อถึงเวลา 15.00 น. เจ้าฮาจิโกะจะวิ่งไปรอเจ้านายของมันที่สถานีรถไฟไม่เคยขาด ทำให้เรื่องราวความซื่อสัตย์ของมัน เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวของมันถูกตีพิมพ์ลงบนหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นในปี 1932 ทำให้ผู้คนทั่วสารทิศเดินทางมาดู มาเล่นกับเจ้าฮาจิโกะ นอกจากนั้น ชาวญี่ปุ่นยังได้ยกให้เจ้าฮาจิโกะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กๆอีกด้วย

ในเดือนเมษายน 1934 อันโดะ เทะรุ ศิลปินชื่อดังจึงได้ทำรูปหล่อทองแดงของเจ้าฮาจิโกะขึ้นมาเพื่อยกย่อง และนำไปตั้งไว้ที่สถานีรถไฟชิบูยะ อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม 1935 ฮาจิโกะก็ได้กลับไปพบกับเจ้านายของมันอีกครั้ง โดยมีคนพบว่าฮาจิโกะนอนตายยังจุดที่มันคอยมารอเจ้านายของมันทุกวันมานานกว่า 10 ปี ซึ่งข่าวการตายของฮาจิโกะนั้นถือว่าเป็นข่าวใหญ่มาก จนถูกตีพิมพ์ลงบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น สำหรับร่างของฮาจิโกะนั้นถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในกรุงโตเกียว

แม้ว่าฮาจิโกะจะจากไปแล้วแต่เรื่องที่น่าสนใจจากฮาจิโกะยังคงไม่จบ เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นจำเป็นต้องใช้เหล็กและโลหะเป็นอย่างมาก จนถึงกับต้องเอารูปหล่อของเจ้าฮาจิโกะมาหลอมเลยทีเดียว กระนั้นความซื่อสัตย์ของฮาจิโกะยังคงไม่เคยถูกลืมไปจากใจชาวญี่ปุ่น เพราะในเวลาต่อมาได้มีการจัดทำรูปหล่อของฮาจิโกะขึ้นมาอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 1947 และศิลปินผู้รับหน้าที่นี้ก็คือ อันโดะ ทะเคะชิ ลูกชายของ อันโ ดะ เทะรุ ผู้ที่ทำหน้าที่สร้างรูปหล่อฮาจิโกะเมื่อครั้งแรกนั้นเอง ซึ่งปัจจุบันจุดที่รูปหล่อฮาจิโกะตั้งอยู่นั้นได้กลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของย่านชิบ
ูยะ

ทั้งนี้ นอกจากรูปหล่อที่ย่านชิบูยะแล้ว ยังคงมีรูปปั้นที่เตือนให้ระลึกถึงฮาจิโกะอยู่อีกหลายแห่ง เช่น ที่หน้าสถานีรถไฟโอะดะเตะ ในจังหวัดอากิตะ บ้านเกิดของเจ้าฮาจิโกะ เป็นต้น ส่วนเรื่องของเจ้าฮาจิโกะยังคงเป็นที่เล่าขานในญี่ปุ่น ถึงขนาดมีการนำไปสร้างเป็นละคร ภาพยนตร์ การ์ตูน และอื่นๆอีกมากมาย

(บน) ภาพของฮาจิโกะขณะยังมีชีวิตเมื่อปี 1932 (ล่าง) รูปปั้นของฮาจิโกะในปัจจุบัน



ร่างของฮาจิโกะที่อยุ่ตรงกลางซึ่งเก็บเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ (ล่าง ซ้าย) รูปปั้นของฮาจิโกะที่หน้าสถานีรถไฟโอะดะเตะ (ล่าง ขวา) หลุมศพของฮาจิโกะที่ตั้งอยู่ด้านข้างของหลุมศพศาสตราจารย์อุเอะโนะ

5
 เนื่องในวันสงกรานต์ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๔  ปีใหม่ไทย  ขอให้พี่น้องผองเพื่อน และคนไทยทุกท่าน มีแต่ความสุข สดชื่อมาก ๆ ครับ

 อย่าลืมไปกราบขอขมาพ่อแม่ และผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือ ที่เราอาจจะล่วงเกินท่านทาง กาย วาจา และใจ ทั้งที่ตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ  และรอให้ท่านให้พรกลับมาด้วยครับ

 อ้อ.... ถ้าจะออกไปเล่นน้ำ ก็ระวังจะเปียกน่ะจ๊ะ .... เหอ ๆ ๆๆ


  สาวงามขี่จักยาน กางจ้องที่ประตูท่าแพ เจียงใหม่
 

  คนเมืองเล่นน้ำกัน ม่วนขนาด
 

  ขบวนแห่สงกรานต์วันที่   ๑๓ เมษายน ๒๕๕๔ 

6
 เมื่อวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา  ผมได้พาเด็จพ่อนั่งรถเล่น จากเชียงใหม่ ลงไปกทม. พักบ้านนายแป๊ะ 1 คืน  แล้วก็ไปหัวหินด้วยกัน 2 ครอบครัว  มีรูปมาฝากด้วยน่ะ
 
 ที่หน้าบ้านของเพื่อนแป๊ะ ไฟ ชก.54
 

 ที่หน้าโรงงาน 100 ล้าน ของเพื่อนแป๊ะ

 

 ที่หาดทรายขาวหัวหิน แดดแรงมาก
 

7
 เรื่องสั้นนี้ดี ผมเอามาจากน้องโต้ง ชก.58   ส่งมาให้อ่าน   ผมก็เอามาให้อ่านกันในนี้  เพื่อพวกเราจะได้เอาไปสอนลูกหลาน ให้เป็นคนรู้จัก "ความกตัญญู กตเวทิตา" ต่อผู้มีพระคุณ   ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ ต้นไม้ หรือธรรมชาติที่ให้คุณแก่เรา

 
เย็นวันหนึ่ง  เจ้าเด็กชายตัวน้อย วิ่งเข้าไปหาแม่ ส่งกระดาษให้แม่ใบหนึ่ง
หลังจากแม่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน เธอก็คลี่กระดาษใบนั้นอ่าน...

ค่าตัดหญ้า 5 บาท
ค่าทำความสะอาดห้องนอนผม 5 บาท
ค่าซื้อของให้แม่  5 บาท
ค่าดูแลน้องชาย 5 บาท
ค่าเอาขยะไปทิ้ง 4 บาท
ค่าได้คะแนนสอบดี  10 บาท
ค่ากวาดสนาม 5 บาท

รวมค้างชำระ 39 บาท

พอแม่อ่านจบ ก็หยิบปากกาขึ้นมา พลิกไปด้านหลัง แล้วเขียน...

เก้าเดือนที่อุ้มท้อง ไม่คิดเงิน

เวลาแม่พยาบาลลูก และสวดมนต์ให้ลูกหายไวๆ   ไม่คิดเงิน

ลูกทำให้แม่ เสียน้ำตา ไม่คิดเงิน
ของเล่น ขนม น้ำนม อาหาร เสื้อผ้า พาเที่ยว ไม่คิดเงิน

แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้ลูก แม่ก็...  ไม่คิดเงิน


เมื่อรวมทั้งหมด เป็นราคาเต็มของ "ความรัก" ที่แม่ให้ลูกได้เสมอจ้ะ...



เมื่อลูกชายได้อ่านสิ่งที่แม่เขียน น้ำตา หยดโต ก็ไหลออกมา
เขาสบตาแม่ แล้วพูดว่า "แม่ครับ ผมรักแม่ที่สุดในโลก จริงๆนะครับ"

จากนั้น เขาก็เอาปากกามาเขียนตัวหนังสือโตๆว่า

แม่จ่ายหมดแล้ว..แต่ลูกยังทอนให้ไม่หมด


วันนี้ คุณทอน...ให้แม่รึยังคะ?



8
 จาก  forward  mail  ครับ


 สำคัญอย่าลืมบอกคนที่บ้านด้วย

ภัยจากมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ Phone scams

เมล์ฉบับนี้ Forward มาจากผู้เสียหายรายหนึ่ง

มีพนักงานโทรหาผู้เสียหายรายหนึ่ง อ้างว่าเป็นพนักงานบริษััทโทรศัพท์แห่งหนึ่ง ให้ผู้เสียหายทำการปิดโทรศัพท์มือถือประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อที่จะทำการ update ข้อมูล ผู้เสียหายไม่ทันรอบคอบและสอบถามให้แน่ชัด จึงได้ทำการปิดโทรศัพท์มือถือ จากนั้นเป็นเวลาเกือบ 45 นาที ผู้เสียหายนึกแปลกใจว่าพนักงานคนดังกล่าว ไม่ได้แจ้งชื่อและรายละเอียดใดๆที่ชัดเจน จึงตัดสินใจเปิดเครื่อง เขาพบว่ามีคนในครอบครัวและคนอื่นๆโทรหาเขาหลายสาย เขาจึงรีบโทรหาพ่อกับแม่ และเขาก็ต้องตกใจที่พ่อแม่ถามเขาว่าปลอดภัยดีหรือไม่ พ่อแม่ของผู้เสียหายเล่าว่า มีคนโทรศัพท์มาหา และต้องการให้พวกเขาโอนเงินเพื่อช่วยลูกเขาที่กำลังตกอยู่ในอันตราย พวกเขาได้ยินเสียงผู้เสีหายร้องขอความช่วยเหลือ และพ่อแม่ของผู้เสียหายรายนี้กำลังรอโทรศัพท์ เพื่อที่จะโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพรายนี้ แต่ผู้ เสียหายได้โทรหาพ่อกับแม่ได้ทันเวลา

อย่างไรก็ตามผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว และอยากให้เพื่อนๆทุกคนให้สอบถามรายละเอียดให้รอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร รวมทั้งระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้ เพราะหากพลาดพลั้งหลงกลไปแล้ว ก็ยากที่จะได้เงินส่วนนั้นกลับคืนมา

โปรดช่วยกัน Forward mail นี้เพื่อเตือนเพื่อนๆที่รักของเรา เพราะไม่แน่วันข้างหน้าเราอาจจะประสบเรื่องแบบนี้ กับเพื่อนๆหรือตัวเราก็เป็นได้...

 
 
 

10
งานเลี้ยงทหารบาดเจ็บ รพ. พระมงกุฏ 27 กพ. 2554.. บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานและมีความสุขทั้งผู้ให้ คือชาว FB และ นรา สันติ ส่วนผู้รับคือ ทหารบาดเจ็บ ที่มาจาก 3 จชต. เขาพระวิหารและแม่สอด.. งานนี้คงไม่มีทางสำเร็จได้ ถ้าขาดผู้อปการะคุณทุกๆคน..ขอให้ผลบุญนี้ส่งผ...ลให้ทุกๆคนมีแต่ความสุข ความเจริญและสมหวังกันทุกๆคนนะคะ.. ขอบคุณมากๆอีกครั้ง.. ขอบคุณผู้สนับสนุนทุกคน : - @ พี่ตุ๊กตา สนับสนุนเงิน 2000 บาท - @ เพื่อนปู Giga Poo สนับสนุนเงิน 2000 บาท - @ เพื่อนเสือ เสือ ปทุมวัน สนับสนุนเงิน 1000 บาท - @ เพื่อนวุฒิ Teerawut Leekpai และน้อง ชก.แก๊งค์สุราษฎร์ สนับสนุนเงิน 2350 บาท - @ เพื่อนธง Thong Chaiya สนับสนุนเงิน 1000 บาท - @ พี่กุ้ง Sugar รักในหลวง สนับสนุน ไอศครีม 3 ถัง - @ พี่เล็ก ผีเสื้อราตรี รักในหลวงและเพื่อนๆ สนับสนุนสลัดผัก 80 กล่อง - @ น้องจุ๋ม ใจใส ค่ะ สนับสนุนมะม่วง 100 ลูก พร้อมน้ำปลาหวาน ครบชุด - @ คุณเอ้ Jaisiri Aey สนับสนุนขนมเค๊ก 100 ชิ้น - @ พี่จู้ Panika สนับสนุนขนมปังสังขยา 120 ชิ้น - @ พี่ภครัตน์ Molly Sohot สมทบทุนซื้อ กาแฟ โอวัลติน 2000 บาท - @ น้องหยก Yok Santa สมทบทุนซื้อ กาแฟ โอวัลติน 1000 บาท - @ คุณเจี๊ยบ สมทบทุนช่วยค่าก๋วยเตี๋ยว 500 บาท - @ และ น้องที่ไม่ได้ทันถามชื่อในงาน สมทบทุนช่วยค่าก๋วยเตี๋ยว 2000 บาท - @ น้องติ๋ว Tiw สนับสนุน น้ำเปล่า 100 ขวด - @ พี่สุวรรณี และกลุ่มรวมใจปัน สนับสนุน ขนมปั้นสิบ 60 ถุงและอื่นๆอีกมากมาย - @ คุณ ภูมิชาย ล่ำซำ ที่ให้เกียรติมางานนี้และสนับสนุน เสื้อเกราะให้กลุ่มรวมใจปันอีก 2 ตัว.. สำหรับ จำนวนเงิน 2500 บาท ที่น้องๆสนับสนุนมาสำหรับช่วยค่าก๋วยเตี๋ยวครั้งนี้..ขอเก็บไว้เป็นทุน ในกิจกรรมครั้งต่อไปนะคะ.. ขอบคุณ ผบ.ฉก.นราธิวาส ท่าน พล.ต อุทิศ สุนทร และทีมงาน ที่มาช่วยสร้างสีสรรค์ในงานและเสริมสร้างกำลังใจให้กับกำลังพลที่บาดเจ็บทุกๆนายค่ะ. ขอบคุณ เอ้ แห่ง นรา สันติ ที่ช่วยทำให้โครงการนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะนำมาซึ่งการสานต่อสิ่งดีๆมีประโยชน์ เพื่อสังคมกันต่อไปอีก.. ขอบคุณ พี่ๆน้องๆ เพื่อนๆชาว FB ทุกๆคน รวมถึงเพื่อนๆ จาก นรา สันติ ที่ช่วยสนับสนุนอาหาร เครื่องดื่มและ ของแห้ง เช่น กาแฟ โอวัลติน ชา น้ำขิง น้ำมะตูม และอื่นๆอีกเยอะแยะมากมายจนต้องแบ่งไปให้ผู้ป่วยและพยาบาลที่ตึกอุบัติเหตุ และเวชศาสตร์ฟิ้นฟูด้วยค่ะ ขอบคุณผู้มาร่วมงานทุกๆคน และขอโทษที่มิได้เอ่ยชื่อทุกๆคนที่นำสิ่งของมาร่วมได้ครบถ้วนนะคะ.. ขอบคุณที่ช่วยกันสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับทหารบาดเจ็บทุกๆนาย...หวังว่าครั้งหน้า จะได้ร่วมกิจกรรมดีๆอย่างนี้กันอีกต่อไปนะคะ..ขอบคุณจากใจ จริงๆค่ะ.. ดูเพิ่มเติม
โดย: ธัญญา รักในหลวง





11
พระอนุสาวรีย์พระราชชายา เจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ 5 หน้าพระตำหนักดาราภิรมย์ เจ้าดารารัศมีท่านเป็นปูชนียบุคคลของชาวเหนือ
มีผู้รู้กว่าว่า ท่านลงมาเกิดเพื่อช่วยรักษาเมืองเชียงใหม่ไม่ให้ตกเป็นของอังกฤษ ซึ่งเป็นผลดีต่อชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าเชียงใหม่เป็นของอังกฤษ ตอนนี้ก็คงไปรวมกับพม่าและคงไม่เจริญอย่างที่เป็นอยู่แน่ๆ



ช่างฟ้อนสมัยเจ้าดารารัศมี


พระอนุสาวรีย์พระราชชายา เจ้าดารารัศมี


12
 สมัยที่ผมยังเรียนขาสั้นช่วง ป.5 - ป.6  จะมีภาพยนต์เรื่อง เทพธิดาดอย  แสดงนำโดย ป้าเนาวรัตน์ และลุงไกรสรน์ แสงอนันต์    และร้องเพลงโดย พญ.พันธิวา สินรัชตานนท์   http://www.youtube.com/watch?v=v-DPvxJ1nQE&feature=related    เสียงเพราะดีมาก  เสียงสูง และใส   ปัจจุบัน พญ.พันธิวา คงจะอายุ 6x ปี แล้วครับ





13



 วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปุรณมีบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (มักอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนมีนาคม) ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4)

      วันมาฆบูชา ได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช อันเป็นปีแรกแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ในวันนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวกที่มาประชุมพร้อมกันทั้ง 1,250 องค์นั้นได้มาประชุมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้นจึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4




14


คนเล่าให้ฟังว่า… สมัยก่อน…คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ…
ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต…แกอยู่ในป่า…กับเพื่อน 5 – 6 คน…

ทุกวันก็จะเปลี่ยนเวรกัน…ล่าสัตว์ป่า…มาทำอาหาร…
วันหนึ่ง…เป็นเวรของคุณพงษ์เทพ…แกก็คว้าปืนยาว…สะพายบ่า…เดินเข้าป่าไป…

อาหารโปรดของคุณพงษ์เทพ…คือแกงเนื้อลิง… พอเดินเข้าป่าไปได้สักพัก…
เห็นลิงตัวหนึ่ง…นั่งอยู่บนต้นไม้…หันหลังให้… แกก็รีบยกปืนประทับบ่า…
ยิงเปรี้ยง…ไปที่ตัวลิง…

เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้น… ปกติ…ลิงพอถูกยิง…จะหล่นตุ๊บ…จากต้นไม้ทันที…
แต่ลิงตัวนี้…นั่งจับกิ่งไม้เฉย…ไม่หล่นลงมา…

จะว่ายิงไม่ถูก…ก็ไม่น่าเป็นไปได้… เพราะคุณพงษ์เทพ…แกยิงปืนแม่น…
ระยะแค่นี้เป้าใหญ่ขนาดนี้…ไม่พลาดแน่นอน…

ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น… ลิงตัวที่ถูกยิง…ร้องโหยหวน…เสียงดังมาก…
ฝูงลิงที่แยกย้ายกันออกหากินอยู่บริเวณใกล้ ๆ… วิ่งแห่กันเข้ามาหาลิงตัวที่ถูกยิง…
แล้วร้องโหยหวน…เหมือนกันหมด…

แกตกใจ…ยืนตกตะลึง…ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น… สักครู่…ลิงตัวที่ถูกยิง…
โยนวัตถุเล็ก ๆ…สีดำ ๆ..ชิ้นหนึ่ง…ให้กับลิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด…
แล้วก็หล่นตุ๊บ…ลงมาจากต้นไม้…

คุณพงษ์เทพ…รีบวิ่งไปดู… ลิงถูกยิงเข้าที่หลัง…ทะลุหน้าอก…เลือดแดงฉาน…เต็มตัว…
คุณพงษ์เทพเห็นแล้ว…ต้องเบือนหน้าหนี…
ลิงที่ตกลงมา… เป็นลิงแม่ลูกอ่อน…
ขณะที่ถูกยิง…เธอกำลังให้นมลูก… ลูกตัวน้อย…กำลังดูดนมอย่างมีความสุข…

ทันทีที่ถูกยิง… ถ้าเป็นลิงตัวอื่น…จะหล่นตุ๊บ…ลงจากต้นไม้…
แต่แม่ลิงตัวนี้…ยังหล่นไม่ได้…ยังตายไม่ได้…เพราะเธอยังมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำ…

คือ…ให้อาหารลูกเพื่อรักษาชีวิตลูกน้อย…ให้มีชีวิตรอดต่อไป…

เธอกัดฟัน…โหนกิ่งไม้ไว้…แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ…มองดูเลือดที่ไหลหยดเป็นทาง…ด้วยความ
ตกใจ…
พยายามรวบรวมพละกำลังที่ยังพอมีเหลือทั้งหมด… ตะโกนสุดเสียง…ร้องเรียก…ฝูงลิงเข้ามาใกล้ ๆ…
แล้วก็ฝากฝัง…ให้เลี้ยงลูกน้อยแทนเธอ…

หลังจากโยนลูกให้จ่าฝูงแล้ว… มองดูลูก…ถูกพาไปจนลับสายตาแล้ว…
เมื่อ…ลูกปลอดภัยแล้ว… จึงหลับตา…แล้วหล่นร่วงลงมา...…ตาย…

คุณพงษ์เทพ…ก้มมองหน้าลิง…แล้วร้องไห้…
เพราะที่เบ้าตาลิง…มีหยดน้ำตาใส ๆ…กำลังไหลริน…

คุณพงษ์เทพ…รีบเดินกลับที่พัก… เอาปืนไปเผาทิ้ง… ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีกเลย…ตลอดชีวิต…

และภาพความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่ลิงที่มีต่อลูกน้อย
เป็นแรงบันดาลใจให้ "พงษ์เทพ" แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง

ชื่อว่า "ลิงทะโมน" เพื่อยกย่องเชิดชูคุณค่าของความรักที่แม่มีต่อลูก

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=50059

15
 อันตรายจากคลื่นโทรศัพท์มือถือ  เม็ดข้าวโพดยังระเบิด  แล้วสมองของเราจะเป็นอย่างไร  8)

 http://www.dailymotion.com/video/x5odhh_pop-corn-telephone-portable-micro-o_news

หน้า: [1] 2